Connect with us

ข้อโต้แย้งใน Smart Contract มีทางออกอย่างไร?

การดำเนินการสัญญาทางดิจิทัลที่ยังคงมีปัญหาให้แก้ไข

ดำเนินการด้วยสัญญาทางดิจิทัล

การดำเนินการโดยใช้ Smart Contract ในวงการธุรกิจนั้นเป็นการใช้งานเพื่อเร่งการทำธุรกรรม และการเปิดใช้งานเพื่อแปลงสินทรัพย์ทางกายภาพให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น น้ำมันและทองคำ เป็นต้น แต่ในเรื่องของรากฐานทางกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ภายใน Smart Contract นั้นยังคงมีความสั่นคลอน และยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในตัวมันเองเช่นกัน

จุดเด่น

  • Smart Contract คือหนังสือสัญญาที่ดำเนินการโดยอัตโนมัติ
  • ภายในสัญญาจะระบุเงื่อนไขด้วย Code เป็นหลัก
  • ถึงแม้จะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ก็มีวิธีแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

Smart Contract คืออะไร?

ก่อนจะเจาะลึกไปที่เรื่องของการอธิบายเกี่ยวกับการระงับข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ Smart Contract นั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Smart Contract คือสัญญาที่มีโครงสร้างและหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกับคู่สัญญาออฟไลน์ ที่จะระบุในสัญญาว่าจะมีการบริการเพื่อแลกกับเงิน แต่ใน Smart Contract จะแลกเป็นสกุลเงินดิจิทัลเท่านั้น ดังนั้นเงื่อนไขภายในสัญญาก็จะถูกกระตุ้นให้ดำเนินการขั้นต่อไปทันทีเมื่อการทำงานตรงตามชุดคำสั่ง (Code) หรือข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ระบุไว้ภายในตัวสัญญาแล้ว ตัวอย่างเช่น สัญญาเช่าบ้านที่ดำเนินการผ่าน Smart Contract โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าจะได้รับกุญแจบ้านก็ต่อเมื่อชำระค่าเช่าบ้านให้กับเจ้าของแล้วเท่านั้น

เงื่อนไขต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับการทำธุรกรรมทางธุรกิจ และขอบเขตในการสร้าง Code ที่จะระบุภายในสัญญา โดย Smart Contract สามารถแบ่งได้ด้วยปัจจัย 4 ประเภท ได้แก่

  • สัญญาที่เงื่อนไขทุกอย่างระบุไว้ด้วย Code เพียงอย่างเดียวและสมบูรณ์ทุกประการ ซึ่งจะถือว่าชอบด้วยกฎหมาย
  • สัญญาที่เงื่อนไขทุกอย่างระบุไว้ด้วย Code และใช้ภาษาธรรมชาติหรือภาษามนุษย์เพื่ออธิบายซ้ำ
  • สัญญาที่มีการร่างเงื่อนไขบางประการไว้ด้วย Code และเงื่อนไขที่นอกเหนือจากนั้นจะเป็นการใช้ภาษาธรรมชาติ
  • สัญญาที่มีเงื่อนไขเป็นภาษาธรรมชาติทั้งหมด แต่มีองค์ประกอบทางดิจิทัลเป็นส่วนเสริมในเงื่อนไข

ปัญหาข้อโต้แย้งใน Smart Contract

ตามทฤษฎีแล้ว Smart Contract นั้นฟังดูมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีปัญหาหลายประการด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้งานต่าง ๆ

สำหรับผู้เริ่มต้นนั้น Smart Contract จะถือว่ามีบทบาทในอุดมคติในเรื่องของ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการปรับใช้ภายใต้กฎหมายอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยในตัวอย่างข้างต้นเรื่องสัญญาการเช่าบ้านนั้น บ้านอาจจะไม่เป็นไปตามโฆษณาและอาจส่งผลให้ผู้เช่าต้องการเงินคืน โดยปัญหาทางกฎหมายจะเกิดขึ้นกับเจ้าของบ้านทันทีถ้ามีการปฏิเสธที่จะคืนเงินให้ ซึ่งในขณะเดียวกันหากผู้เช่าได้รับเงินคืนแล้ว แต่ได้ทิ้งขยะมากมายไว้ภายในบ้านก่อนจะย้ายออกไป และสิ่งนี้ก็จะเป็นปัญหาสำหรับเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน ซึ่งเจ้าของบ้านจะไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ ได้เลย

Smart Contract นั้นสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องมีการพบปะกันอย่างซึ่งหน้าก็ได้ จึงอาจเป็นโอกาสในการฉ้อโกงหรือการบิดเบือนความจริงสูง และนอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Smart Contract อีกมากมายหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งมันได้สะท้อนถึงความวิตกกังวลทั่วไปเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตัวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หาก Code เกิดข้อผิดพลาด หรือหากมีเหตุการณ์ที่ระบบได้ทำงานผิดพลาดอันเนื่องมาจากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขบางประการ

“Smart Contract เป็นอีกกระบวนการที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมคริปโต”

การบังคับใช้และขอบเขตอำนาจศาล

ปัญหาประการแรกในเรื่องของการบังคับใช้นั้นจะเกี่ยวข้องกับการมอบอำนาจให้แก่บุคคลที่สาม ในการเข้ามาเป็นคนกลางเพื่อระงับข้อโต้แย้งระหว่างคู่กรณีจากการใช้งาน Smart Contract โดยทั่วไปแล้วเครือข่าย Blockchain ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันอยู่นั้นจะเป็นรูปแบบของ Public Blockchain แต่สำหรับบุคลที่สามที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาระงับข้อโต้แย้งจะมีข้อบังคับชัดเจนว่ากลุ่มบุคคลนั้นต้องใช้เครือข่าย Private Blockchain เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มบุคคลที่มีเครือข่าย Private Blockchain เป็นของตนเองนั้นส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานหรือองค์กรเอกชน

หากพูดถึงปัญหาประการแรกที่เกี่ยวกับ Blockchain นั้นสิ่งที่ทำให้เกิดข้อกังวลคือเครือข่าย Blockchain ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ Smart Contract โดยหากเกิดเกิดข้อโต้แย้งระหว่างสองฝ่ายที่ตกลงกันไม่ได้นั้น ซึ่งโดยทั่วไป Blockchain ที่ได้รับอนุญาตให้มีอำนาจในการแก้ไขข้อโต้แย้งนั้นจะต้องเป็น Private Blockchain เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว Blockchain ที่ใช้งานกันส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของ Public Blockchain ซึ่งสิ่งนี้จึงทำให้ข้อโต้แย้งยังคงอยู่และไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที เนื่องจากผู้ที่ใช้ Private Blockchain นั้นมีน้อยมาก ๆ

และในส่วนของปัญหาประการที่สองในเรื่องของอำนาจศาลว่าด้วยเรื่อง ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ Smart Contract สำหรับการธุรกรรมระหว่างประเทศที่ครอบคลุมหลายภูมิภาคจะได้รับการแก้ไขได้อย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขอบเขตอำนาจศาลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องประสานงานกันเพื่อร่วมกันตัดสินหรือแก้ไขข้อโต้แย้งหรือไม่? ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้อาจนำไปสู่ความซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากเมื่อคุณได้พิจารณาสถานะทางกฎหมายของ Blockchain ในประเทศต่าง ๆ นั้นจะพบว่า บางประเทศอาจมีผู้นำที่มีความรู้เรื่อง Smart Contract เป็นอย่างดี แต่ในขณะที่บางประเทศนั้นอาจมีความเข้าใจเพียงแค่เทคโนโลยีพื้นฐานที่ประยุกต์ใช้ได้กับสังคมของพวกเขาเท่านั้น โดยปัญหาในการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับ Blockchain และ Smart Contract นั้นอาจนำมาซึ่งปัญหาอันใหญ่หลวงให้กับตัวมันเองได้

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ แม้แต่ปัญหาของ Smart Contract

การหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น

ในบาถึงแม้ว่าในความซับซ้อนของปัญหาข้างต้นนั้นจะมีกลุ่มสตาร์ทอัพ Blockchain คอยจัดการปัญหาบางส่วนอยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีการนำเอาแนวคิดหนึ่งมาประยุกต์ใช้ในการร่วมหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “Crowdsourcing” หรือแปลอย่างเข้าใจง่ายได้ว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” โดยเป็นแนวคิดจากสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียง ที่กระบวนการนี้จะมีสมาชิกจากคณะลูกขุนทั่วโลกรวมตัวกันเพื่อระดมความคิดเห็นที่หลากหลาย และรวมไปถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในการใช้แนวคิด “Crowdsourcing” มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นบน Smart Contract นั้นคือการระบุอำนาจชี้ขาดลงบน Smart Contract ซึ่งจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้ ที่คู่กรณีตกลงกันแล้วว่าให้เป็นตัวกลางในการชี้ขาดข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น โดยเหล่าบุคคลที่จะทำหน้าที่นี้ได้นั้นมีอยู่ทั่วโลก และแน่นอนว่าจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในการใช้วิธีนี้

นอกเหนือจากแนวคิด “Crowdsourcing” แล้วนั้นก็ยังมีการใช้อีกแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Electronic Data Interchange (EDI) หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ธนาคารใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น การส่งข้อมูลไปมาระหว่างเขตอำนาจศาลต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นต้น โดยแนวทางนี้อาจใช้ได้ผลสำหรับ Smart Contract ที่กระจายความรับผิดชอบในตัวสัญญาระหว่างมนุษย์และ Code (หมายถึงสัญญาที่ใช้ทั้งภาษาธรรมชาติและ Code ร่วมกัน) ซึ่งหากความรับผิดชอบอยู่บน Code เพียงอย่างเดียวจะทำให้การรับส่งข้อมูลยากกว่าสัญญาที่มีภาษาธรรมชาติรวมอยู่ด้วย
EDI ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 1960 ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันกับ Smart Contract ในเรื่องการเปิดใช้งานธุรกรรมที่ราบรื่นแบบไร้พรมแดน

ประเภทของประกันรถยนต์

ประกันชั้น 1

เพิ่มเติม

ประกันชั้น 2+

เพิ่มเติม

ประกันชั้น 3+

เพิ่มเติม

พ.ร.บ.รถยนต์

เพื่มเติม

ทิปดีๆ เกี่ยวกับประกันรถยนต์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถยนต์

เพิ่มเติม

วิธีคำนวนเบี้ยประกันรถยนต์

เพิ่มเติม

ทำอย่างไรให้ได้เบี้ยประกันลดลง

เพิ่มเติม

ประกันที่เหมาะกับมือใหม่

เพิ่มเติม

หลังเกิดอุบัติเหตุรถชน ควรทำอย่างไร

เพิ่มเติม

เมาแล้วขับ

เพิ่มเติม

ไม่เคลม รับส่วนลดเบี้ยประกัน

เพิ่มเติม

รถมีประกันหรือเปล่า

เพิ่มเติม

ทิปดีๆ เกี่ยวกับประกันรถยนต์

บริการรถใช้ระหว่างซ่อม

เพิ่มเติม

ปัญหาสุขภาพกับการขับรถ

เพิ่มเติม

ประกันภัยรถยนต์หลายคัน

เพิ่มเติม

ประกันรถยนต์สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป

เพิ่มเติม

ประกันรถยนต์เปิดปิด

เพิ่มเติม