Connect with us

สร้าง Passive Income จากคริปโตของคุณได้อย่างไร?

การสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมคริปโตมีหลายช่องทางให้เลือกพิจารณา

ภาพรวม

ในขณะที่อุตสาหกรรม Blockchain กำลังวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องนั้น ผู้ที่ถือครองคริปโตจำนวนมากก็กำลังมองหาวิธีสร้างรายได้แบบ Passive Income จากสินทรัพย์ของตนเอง ไม่ว่าจะได้รับจากโครงการที่สร้างโทเคนใหม่ที่สามารถขายทำกำไร หรือการเดิมพันโทเคนเพื่อรับรางวัลในฐานะผู้ตรวจสอบธุรกรรม หรือแม้กระทั่งการมีส่วนร่วมกับโปรโตคอลในรูปแบบที่เรียกว่า “Yield Farming” ที่ให้บริการกู้ยืมทั้งแบบรวมศูนย์ (CeFi) และแบบกระจายศูนย์ (DeFi) รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อย่าง Crypto Credit Card ที่นำเสนอการแลกคะแนนหรือแลกเป็นเงินสดได้ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ต่างก็สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมแบบ Passive Income ได้ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแต่ละตัวเลือกเสมอ ตัวอย่างเช่น การเดิมพัน (Staking) ที่มักจะต้องการให้สินทรัพย์รายการนั้นยังคงถูกล็อคเอาไว้ใน Smart Contract และไม่สามารถนำออกไปก่อนระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้ได้ ถึงแม้ว่าราคาตลาดของสินทรัพย์รายการนั้นกำลังเคลื่อนตัวไปในเชิงลบ เป็นต้น และนอกจากนี้โปรโตลคอล “DeFi” ที่ทำงานผ่าน Smart Contract แบบอัตโนมัตินั้นอาจเกิดช่องโหว่ที่จะส่งผลต่อการคุกคามความปลอดภัยได้เช่นกัน

จุดเด่น

  • บางบริการก็เลียนแบบมาจากระบบการเงินดั้งเดิม แต่บางบริการก็เป็นการคิดค้นระบบใหม่
  • นอกจากการซื้อขายเก็งกำไรแล้ว การรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยก็เป็นที่นิยมอย่างมาก
  • การรับผลตอบแทนจาก Crypto Reward นั้นถือเป็นวิธีดั้งเดิม

ดอกเบี้ยคืออะไร?

แนวคิดในการสร้างรายได้ด้วยดอกเบี้ยนั้นมีมาตั้งแต่การก่อตั้งธนาคารสมัยใหม่ ซึ่งดอกเบี้ยสามารถจูงใจให้บุคคลธรรมดาและธุรกิจเข้าร่วมกับธนาคาร เพื่อนำเงินที่ฝากไว้เฉย ๆ ให้สามารถสร้างผลตอบแทนด้วยการให้กู้ยืมได้ ซึ่งสำหรับผู้กู้นั้นดอกเบี้ยที่ต้องชำระจะถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ที่ได้รับจากผู้ให้กู้ โดยทั่วไปแล้วผู้กู้จะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยรายปี และดอกเบี้ยจำนวนนั้นสามารถนำไปใช้กับเงื่อนไขต่าง ๆ ได้นานหลายเดือนหรือหลายสิปปี นอกจากนี้บุคคลธรรมดาและธุรกิจสามารถรับดอกเบี้ยจากเงินส่วนเกินได้ด้วยการฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือเครื่องมือการลงทุนต่าง ๆ เช่น พันธบัตร และใบรับประกันการลงทุน (GIC) เป็นต้น

วิธีรับดอกเบี้ยจากคริปโต

แม้ว่าแนวคิดของระบบทางการเงินแบบดั้งเดิมส่วนมากจะถูกนำไปใช้กับระบบนิเวศของคริปโตก็ตาม แต่คุณสมบัติในการกระจายอำนาจของเทคโนโลยีนั้น ได้นำเสนอโอกาสในการสร้างรายได้ด้วยทางเลือกต่าง ๆ มากมาย เช่น การกู้ยืมและการฟาร์มผลตอบแทน (Yield Farming) เป็นต้น

แพลตฟอร์มการกู้ยืม
การให้กู้ยืมคริปโตนั้นมีให้บริการมากมายในปัจจุบัน แต่ทั้งหมดนี้ต่างก็มีหลักการเดียวกันที่เป็นรากฐานของตลาดกู้ยืมทั่วไป โดยผู้ที่ถือครองคริปโตจำนวนมากนั้น สามารถเลือกที่จะนำเอาบางส่วนไปให้กู้ยืมเพื่อที่จะรับดอกเบี้ยได้ ซึ่งในขณะที่การกู้ยืมในระบบการเงินดั้งเดิมนั้นจะเกิดขึ้นได้แค่ในตลาดแบบรวมศูนย์ แต่สำหรับการกู้ยืมในตลาดคริปโตนั้น ได้รับการสนับสนุนจากทั้งแพลตฟอร์มการเงินแบบรวมศูนย์ (CeFi) และแบบกระจายอำนาจ (DeFi)

  • Centralized Finance (CeFi): การให้กู้ยืมด้วยระบบการเงินแบบรวมศูนย์เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม เช่น CoinLoan, Celsius และ Crypto.com เป็นต้น โดยบริษัทเหล่านี้จะมีการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ Know Your Customer (KYC) และ Anti-Money Laundering (AML) ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนได้ให้ความสนใจแพลตฟอร์มเหล่านี้ เนื่องจากมักจะได้รับการประกัน อีกทั้งยังสามารถเจรจาเงื่อนไขการกู้ยืมได้
  • Decentralized Finance (DeFi): ขอบเขตของแพลตฟอร์ม DeFi นั้นจะให้กู้ยืมและรับดอกเบี้ยเงินฝากเป็นคริปโตเป็นหลัก โดยส่วนมากจะดำเนินการในฐานะองค์กรอิสระที่กระจายอำนาจ (DAO) ที่จะไม่มีส่วนร่วมของตัวกลางใด ๆ หรือแม้แต่ระเบียบข้อบังคับอย่าง KYC

“การเงินแบบ DeFi ถือเป็นบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโต”

อะไรคือ Yield Farming?

การเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์ม DeFi ได้ทำให้นักลงทุนสามารถย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองไปมาระหว่างโปรโตคอลต่าง ๆ ได้โดยถือเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ซึ่งแนวทางปฏิบัติดังกล่าวเรียกว่า “Yield Farming” หรือ “Liquidity Mining” เป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ของตนเองไปมาระหว่างกลุ่ม Liquidity Pool บนแพลตฟอร์ม เช่น Uniswap, Sushiswap, Aave และ Compound เป็นต้น โดยกลุ่มสภาพคล่องหรือ Liquidity Pool คือ Smart Contract ของเครือข่าย Ethereum ที่ทำหน้าที่เป็นตลาดให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยน กู้ยืม หรือให้ยืมในรูปแบบคริปโตได้ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจะใช้อัลกอริธึมแทนหนังสือสั่งซื้อ (Order Book) แบบดั้งเดิมเพื่อกำหนดราคาตลาดของคริปโต
กระบวนการในการทำ Yield Farming มักเกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่อไปนี้:

1. นักลงทุนที่เพิ่มเงินทุนให้กับกลุ่มสภาพคล่อง จะกลายเป็นผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider: LP) ให้กับตลาดนั้น
2. นักลงทุนจะได้รับ “โทเคน” เป็นดอกเบี้ยจาก LP โดยโทเคนนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของการลงทุนแบบเดิมหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มสภาพคล่อง
3. นักลงทุนสามารถนำโทเคนของตนเองที่ได้รับจาก LP ไปลงทุนในกลุ่มสภาพคล่องแหล่งอื่นได้ เพื่อเป็นการขยายผลตอบแทน

Yield Farming นั้นให้ผลตอบแทนแตกต่างจากการเปิดสถานะ Long/Short ในการซื้อและขายคริปโต ซึ่งจะมีความเฉพาะเจาะจงสำหรับโปรโตคอล DeFi ที่มีการกระจายอำนาจและเป็นแบบ Non-Custodial ถึงแม้ว่าการทำ Yield Farming จะwด้ผลตอบแทนที่สูงกว่าทางเลือกแบบเดิมมาก แต่แพลตฟอร์ม DeFi ส่วนใหญ่นั้นมีความซับซ้อนและคาดเดายาก นอกจากนี้การขาดการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบและการป้องกันการฝากเงินในโปรโตคอล DeFi นั้นก็อาจทำให้ผู้ใช้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายและความปลอดภัย ซึ่งต้องใช้การตรวจสอบวิเคราะห์ที่เข้มงวดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการขาดหน่วยงานกลางที่จะเข้ามาควบคุมเรื่องกฎหมายนั้น หมายความว่าการเปิดใช้งาน Smart Contract จะสามารถกำหนดการจ่ายเงินและสามารถทำธุรกรรมได้โดยอัตโนมัติภายใต้เงื่อนไขที่ตั้งไว้ ซึ่งในหลายกรณีก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของคู่สัญญาได้เช่นกัน

การลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยง ควรศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ “อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ”

อะไรคือ Crypto Reward?

บุคคลที่เข้าร่วมในการรักษาความปลอดภัยของโปรโตคอลในเครือข่าย Blockchain แบบเฉพาะนั้นจะสามารถได้รับรางวัลที่เรียกว่า “Crypro Reward” สำหรับความพยายามของพวกเขาได้ ซึ่งกระบวนการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเรียกว่า “Crypto Mining” บนอัลกอริธึมที่เรียกว่า Proof-of-Work (PoW) และ Proof-of-Stake (PoS)

Crypto Mining: การขุดคริปโต เป็นกระบวนการของการใช้พลังในการคำนวณหรือประมวลผลผ่านอัลกอริธึม PoW เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมก่อนที่จะถูกเพิ่มลงใน Blockchain ซึ่งทุกครั้งที่นักขุดได้ตรวจสอบบล็อกธุรกรรมเสร็จสิ้นแล้ว เครือข่ายก็จะสร้างคริปโต “บริสุทธิ์” เป็นรางวัล และนักขุดสามารถถือรางวัลดังกล่าวไว้ หรือทำการแลกเปลี่ยนเป็นคริปโตสกุลอื่นหรือสกุลเงินดั้งเดิมก็ได้

Crypto Staking: การเดิมพันคริปโต เป็นกระบวนการที่ผู้ที่ถือคริปโตจะต้องล็อคสินทรัพย์ของตนเองไว้ใน Smart Contract ผ่านอัลกอริธึม PoS เพื่อรับรางวัลจากโปรโตคอล ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการนี้จะถูกเรียกว่าผู้ตรวจสอบเครือข่าย โดยทางเครือข่ายจะมอบรางวัลให้แก่ผู้ตรวจสอบสำหรับการเข้าร่วมในระบบนิเวศ ที่มีหน้าที่ช่วยสร้างบล็อกใหม่ให้ผู้ใช้รายอื่นเลือกที่จะเข้ามาเดิมพันได้โดยตรงบนโปรโตคอลดังกล่าว เช่น Cardano, Polkadot, Binance และ Kraken เป็นต้น หรือภายใน Wallet ก็ได้ เช่น Ledger เป็นต้น

Crypto Credit Card & Crypto Debit Card: ทำงานเหมือนกับบัตรรางวัลทั่วไป ที่จะรวมข้อเสนอ “Cashback” หรือ “Point” ให้กับผู้ถือ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้บัตรรางวัลบางส่วนได้มีการออกรางวัลเป็นคะแนนหรือการสะสมไมล์ ที่ไม่ใช่คริปโต แต่อย่างไรก็ตามยังมีบัตรรางวัลอีกที่นำเสนอรางวลัตอบแทนสูงถึง 100% สำหรับการชำระบริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ และบริการ Cashback 10% เช่น Crypto.com เป็นต้น

แพลตฟอร์มที่นำเสนอ Crypto Reward: เพื่อเพิ่มความสนใจต่อสาธารณะ แพลตฟอร์มจำนวนมากได้นำเสนอโปรแกรมอ้างอิงเข้ามาเพิ่มเติมเรียกว่า “Affiliate Program” เช่น Binance, Paxos และ Trezor เป็นต้น โดยรางวัลจะแลกผ่านการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มพันธมิตร ในรูปแบบของโบนัสเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งส่วนลดต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้จะต้องทำการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นจะสนับสนุนโครงการที่สร้างขึ้นจากปัจจัยที่มั่นคง

ความเสี่ยงจากดอกเบี้ยและ Crypto Reward

ถึงแม้จะมีหลากหลายช่องทางในการรับรางวัลและดอกเบี้ยจากคริปโต แต่สิ่งสำคัญคือผู้ใช้ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่เงินทุนสูญหายไปนั้น แพลตฟอร์มกระจายอำนาจ (DeFi) มักขาดการป้องกันเงินฝาก หมายความว่าบนแพลตฟอร์มที่ให้ผลตอบแทนสูงนั้น มักจะมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน

ผลตอบแทนที่หลอกลวง: แพลตฟอร์มให้กู้ยืมและกลุ่มสภาพคล่องบางแห่งที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนให้ซื้อคริปโตที่มีมูลค่าเล็กน้อย (ส่วนมากจะเป็นสกุลใหม่) แม้ว่านักลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น แต่สินทรัพย์ดังกล่าวอาจมีความผันผวนสูง จึงทำให้คำสัญญานั้นไม่เป็นผล

การล็อคเงินทุน: แพลตฟอร์มให้กู้ยืมและการเดิมพัน (Staking) บางประเภทต้องการให้ผู้ใช้ทำการล็อคสินทรัพย์ของตนเองในช่วงเวลาที่กำหนด จึงส่งผลให้นักลงทุนขาดสภาพคล่องของตนเองที่อาจจะต้องเผชิญกับสภาวะตลาดในทางลบต่อมูลค่าของตนที่ถือครองอยู่ เช่น ราคาตลาดของสินทรัพย์ลดลง

ช่องโหว่ของ Smart Contract: ถึงแม้ว่าการทำงานส่วนใหญ่จะราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น แต่บางสัญญาก็มีช่องโหว่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นผลให้การล็อคโทเคนไว้ในโปรโตคอลการเดิมพันหรือกลุ่มสภาพคล่องจะทำให้เงินของนักลงทุนสูญหายหรือถูกขโมยได้

การเข้าถึง: ไม่ใช่นักลงทุนทุกคนที่จะเชี่ยวชาญในขอบเขตของสินทรัพย์คริปโต และอย่างน้อยในโลกที่ซับซ้อนของ DeFi ถือเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะทำความเข้าใจด้านเทคนิคอย่างดี จึงจะถือว่าเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

 

ข้อดีและข้อเสียของการสร้าง Passive Income

การสร้าง Passive Income จากคริปโตนั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เมื่อระบบนิเวศมีการพัฒนาและขยายขอบเขตออกไปในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมืออาชีพหรือนักลงทุนสมัครเล่น ต่างก็ควรพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในตัวเลือกการลงทุนต่าง ๆ ด้วย ถึงแม้ว่าผลตอบแทนที่สูงกว่าระบบการเงินดั้งเดิมจะเป็นการดึงดูดที่หอมหวาน แต่การดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) มีความสำคัญอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์มกระจายอำนาจหรือ DeFi

ประเภทของประกันรถยนต์

ประกันชั้น 1

เพิ่มเติม

ประกันชั้น 2+

เพิ่มเติม

ประกันชั้น 3+

เพิ่มเติม

พ.ร.บ.รถยนต์

เพื่มเติม

ทิปดีๆ เกี่ยวกับประกันรถยนต์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถยนต์

เพิ่มเติม

วิธีคำนวนเบี้ยประกันรถยนต์

เพิ่มเติม

ทำอย่างไรให้ได้เบี้ยประกันลดลง

เพิ่มเติม

ประกันที่เหมาะกับมือใหม่

เพิ่มเติม

หลังเกิดอุบัติเหตุรถชน ควรทำอย่างไร

เพิ่มเติม

เมาแล้วขับ

เพิ่มเติม

ไม่เคลม รับส่วนลดเบี้ยประกัน

เพิ่มเติม

รถมีประกันหรือเปล่า

เพิ่มเติม

ทิปดีๆ เกี่ยวกับประกันรถยนต์

บริการรถใช้ระหว่างซ่อม

เพิ่มเติม

ปัญหาสุขภาพกับการขับรถ

เพิ่มเติม

ประกันภัยรถยนต์หลายคัน

เพิ่มเติม

ประกันรถยนต์สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป

เพิ่มเติม

ประกันรถยนต์เปิดปิด

เพิ่มเติม