Connect with us

Proof-of-Work (PoW) คืออะไร?

อัลกอริธึมที่เป็นรากฐานการทำงานให้กับคริปโตหลายสกุล

ภาพรวม

Proof-of-Work (PoW) แปลอย่างตรงตัวได้ว่า “การพิสูจน์การทำงาน” หมายถึงอัลกอริธึมที่เป็นโปรโตคอลหรือชุดกฎคำสั่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อยับยั้งจุดประสงค์มุ่งร้าย เช่น การโจมตีแบบ DDoS, Double-Spending, Spam หรือการโจมตีใด ๆ ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องร่วมกันโจมตีเซิฟเวอร์เดียว เป็นต้น หรือในอีกความหมายหนึ่งคือเป็นอัลกอริธึมที่เรียกว่า “กลไกฉันทามติ” หมายถึงกลไกการทำงานที่มีการกระจายอำนาจและหลักการทำงานจะขับเคลื่อนด้วยผู้เข้าร่วมเครือข่ายทุกคน ซึ่งอัลกอริธึมต้องการให้สมาชิกของเครือข่ายใช้ความพยายามในการไขปริศนาทางคณิตศาสตร์ เพื่อป้องกันการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี

หลังจากเปิดตัว Bitcoin ในปี 2009 นั้นอัลกอริธึม PoW ก็เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นรากฐานการทำงานที่สำคัญของ Bitcoin ที่จะอนุญาตระบบที่เรียกว่า Trustless & Distributed Consensus (ระบบที่ต้องใช้การตัดสินใจจากคนหมู่มาก) ที่ระบบดังกล่าวได้ทำให้เกิดการกระจายอำนาจที่จะส่งเสริมให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

จุดเด่น

  • ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในการขุดคริปโต เพื่อใช้ในการตรวจสอบธุรกรรม รวมไปถึงการขุดโทเคนใหม่
  • เป็นอัลกอริธึมที่ต้องใช้พลังงานและทรัพยากรจำนวนมากในการประมวลผล หมายถึงอุปกรณ์ที่ต้องใช้ขุดและพลังงานไฟฟ้า
  • เป็นอัลกอริธึมที่ถูกใช้ใน Bitcoin และคริปโตบางสกุล เช่น Ethereum และ Litecoin เป็นต้น

ทำความเข้าใจ Proof-of-Work (PoW)

ยกตัวอย่างในกรณีของ Bitcoin ที่มีอัลกอริธึม PoW เป็นหัวใจหลักของการทำงาน ซึ่งได้มีการปรับใช้อัลกอริธึมดังกล่าวผ่านแนวคิด “Reusable Proof-of-Work” หรือ “การพิสูจน์การทำงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้” ด้วยการใช้อัลกอริธึมที่เรียกว่า “SHA-256” ในการประมวลผลเพื่อตรวจสอบธุรกรรมภายในเครือข่าย และอัลกอริธึมดังกล่าวเป็นฟังก์ชันแฮชหรือฟังก์ชันการเข้ารหัสแบบทางเดียว โดยจะมีชุดข้อมูลที่กำหนดนำไปประมวลผลผ่านฟังก์ชัน เพื่อให้ได้แฮชเป้าหมายเพียงชุดเดียวเท่านั้น ที่จะอยู่ในรูปของสตริงตัวเลขและตัวอักษรยาว ๆ

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงเล็กน้อยในชุดข้อมูลดั้งเดิมนั้นจะส่งผลให้เกิดแฮชที่ผิดพลาดได้ และไม่ว่าชุดข้อมูลดั้งเดิมจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม แฮชที่สร้างโดยฟังก์ชันจะมีความยาวเท่ากันเสมอ นอกจากนี้ เนื่องจากมันเป็นฟังก์ชันการเข้ารหัสเพียงทางเดียว หมายความว่าคุณจะไม่สามารถแปลงกลับแฮชที่คุณสร้างให้เป็นชุดข้อมูลดั้งเดิมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องได้

Proof of Work (PoW) | ข่าวโดย Tadoo

การสร้างแฮชใด ๆ สำหรับชุดธุรกรรมบนเครือข่าย Bitcoin นั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ดังนั้นเพื่อเปลี่ยนกระบวนการดังกล่าวให้เปรียบเสมือน “งาน” มากที่สุด เครือข่าย Bitcoin จึงได้กำหนดระดับของสิ่งที่เรียกว่า “Difficulty (ค่าความยาก)” ให้กับการ “ขุด” บล็อกใหม่เพิ่มลงใน Blockchain ด้วยการสร้างแฮชที่ถูกต้องทุก ๆ 10 นาทีโดยประมาณ โดยการตั้งค่า Difficulty นั้นทำได้ด้วยการสร้าง “แฮชเป้าหมาย” หมายความว่า ยิ่งแฮชเป้าหมายเป้าหมายมีค่าต่ำ จะส่งผลให้ชุดของแฮชที่ถูกต้องมีน้อยลง และยิ่งสร้างได้ยากมากขึ้น (แฮชที่เริ่มต้นด้วยสตริงเลข 0 ที่ยาวมาก ยิ่งยาวมากยิ่งมีค่าต่ำ)

Trustless & Distributed Consensus

ระบบ Trustless & Distributed Consensus นั้นมีความสำคัญหากคุณต้องการส่งหรือรับเงินจากบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็นต้องผ่านบุคคลที่สาม หรือหมายถึงระบบที่ไม่ต้องไว้วางใจใครคนใดคนหนึ่งแต่จะเป็นการตัดสินใจโดยคนหมู่มากแทน

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณใช้วิธีการชำระเงินแบบดั้งเดิมนั้น คุณต้องไว้วางในในบุคคลที่สามก่อนจะทำธุรกรรม (เช่น Visa, Mastercard, PayPal และธนาคาร) ซึ่งมักมีการจะเก็บประวัติการทำธุรกรรมและยอดคงเหลือแต่ละบัญชีเอาไว้ในระบบทั้งในส่วนของผู้รับและผู้ส่ง แต่ในทางกลับกัน Bitcoin และคริปโตทุกสกุล จะมีสิ่งที่เรียกว่า “บัญชีแยกประเภทสาธารณะ (Blockchain)” ที่จะทำการแสดงรายการธุรกรรมทุกรายการที่เกิดขึ้นผ่านการใช้คริปโตสกุลนั้น ๆ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความไว้วางใจจากบุคคลที่สามอีกต่อไป

“Proof-of-Stake เป็นกลไกฉันทามติรูปแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือก”

Proof-of-Work เกี่ยวข้องอย่างไรกับการขุด

หากเจาะลึกลงไปในความหมายของ Proof-of-Work นั้นก็เปรียบเสมือน “หลักเกณฑ์ในการทำงาน” ที่เป็นข้อกำหนดในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์แต่ละโหนด หรือเรียกอีกอย่างว่า “การขุด (Mining)” ซึ่งจำเป็นจะต้องดำเนินการเพื่อสร้างกลุ่มของรายการธุรกรรมแบบ Trustless (หรือเรียกว่า “บล็อก”) บนบัญชีแยกประเภทสาธารณะแบบกระจายอำนาจที่เรียกว่า “Blockchain”
การขุดมีจุดประสงค์หลักอยู่ 2 ประการด้วยกัน ดังนี้:

  • เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม หรือเพื่อป้องกันสิ่งที่เรียกว่า “Double-Spending (การจ่ายซ้ำซ้อน)”
  • เพื่อสร้างโทเคนใหม่ของคริปโตสกุลใดก็ตามที่นักขุดกำลังทำงานอยู่ เพื่อเป็นรางวัลให้แก่การตรวจสอบรายการธุรกรรมก่อนหน้า

ยกตัวอย่างกรณี Bitcoin ที่กระบวนการขุดจะเริ่มต้นจาก ชุดข้อมูลจะถูกกำหนดให้สามารถสร้างแฮชเป้าหมายได้เพียงรายการเดียว แล้วนักขุดจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกเขาสร้างแฮชที่ต่ำกว่าเป้าหมายสำเร็จแล้ว? –กฎการชนะไม่จำเป็นต้องสร้างแฮชที่ตรงกัน 100% เพียงแค่นักขุดสามารถหาแฮชที่มีขนาดเล็กกว่า หรือมีค่าน้อยกว่าแฮชเป้าหมายได้ก็จะถือว่าชนะการแข่งขันเช่นเดียวกัน– โดยนักขุดจะต้องเปลี่ยน Input ในฟังก์ชันแฮชด้วยการสุ่ม “Nonce (ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย)” ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบแฮชที่ถูกต้อง จากนั้นแฮชที่ถูกต้องจะถูกเผยแพร่ไปยังเครือข่าย และถูกเพิ่มลงใน Blockchain

การขุดถือเป็นกระบวนการแข่งขัน ที่ใครบางคนจะสร้างหลักฐานการทำงานที่ถูกต้องทุก ๆ 10 นาที (ประมวลผลแฮชถูกต้อง) แต่จะเป็นใครนั้นก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งบรรดานักขุดต่างรวมตัวกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการขุดบล็อก ที่มันจะสร้างค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและรางวัลที่เป็นโทเคน Bitcoin บริสุทธิ์ที่ถูกสร้างใหม่ในช่วงเวลาที่จำกัด

Proof-of-Work เป็นกลไกการทำงานที่ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าด้านใดของ Blockchain เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจะต้องมีการขุดบล็อกที่ต่อท้ายใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้ยากต่อนักขุดหรือกลุ่มนักขุดที่ต้องการผูกขาดพลังการประมวลผลของเครือข่าย เป็นเพราะว่าทรัพยากรและพลังงานที่จำเป็นในการประมวลผลฟังก์ชันแฮชให้เสร็จสมบูรณ์นั้นมีราคาแพง

PoW ทำงานได้ด้วยการขุด แต่สำหรับ PoS ทำงานด้วยการเดิมพัน

ตัวอย่าง Proof-of-Work (PoW)

Proof-of-Work จะกำหนดให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนเครือข่ายมีส่วนร่วมในประมวลผลผ่านฟังก์ชันแฮชจนกว่าจะเจอเครื่องที่ประมวลผชแฮชที่มีเลข 0 นำหน้าในจำนวนขั้นต่ำที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น แฮชสำหรับบล็อกเลขที่ #660000 ที่ขุดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2020 มีแฮชเป้าหมายคือ “00000000000000000008eddcaf078f12c69a439dde30dbb5aac3d9d94e9c18f6.2” จะเห็นได้ว่าแฮชเป้าหมายมีเลข 0 จำนวน 19 ตัว หมายความว่าผู้ที่ประมวลผลแฮชให้ได้ผลลัพธ์ที่มีเลข 0 เท่ากับหรือมากกว่า 19 ตัวก็จะถือว่าชนะการแข่งขัน และได้รับบล็อกรางวัลที่มี Bitcoin อยู่ในบล็อกจำนวน 6.25 BTC โดยแต่ละบล็อกมีจำนวนธุรกรรม 745 รายการที่ทำธุรกรรมด้วย Bitcoin รวมกันประมาณ 1,666 BTC เสมอ เช่นเดียวกับบล็อกก่อนหน้า และหากมีคนพยายามเปลี่ยนจำนวนธุรกรรมเป็นจำนวนอื่น เช่น 0.000001 BTC จะส่งผลให้แฮชไม่สามารถจดจำได้ (ต้องเท่ากับบล็อกก่อนหน้าเสมอ) และเครือข่ายจะปฏิเสธรายการธุรกรรมที่มีความพยายามฉ้อโกง

FAQ: Proof-of-Work (PoW)

Q: Proof-of-Work หมายความว่าอย่างไร?
A: PoW ต้องการโหนดบนเครือข่ายเพื่อแสดงหลักฐานว่าพวกเขาได้ใช้พลังงานในการประมวลผล เพื่อบรรลุเป้าหมายการทำงานในลักษณะการกระจายอำนาจและเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หวังดีทำการโจมตีเครือข่าย

Q: Proof-of-Work ตรวจสอบธุรกรรมคริปโตอย่างไร?
A: สำหรับ Bitcoin นั้นจะเกี่ยวข้องกับการวนซ้ำของอัลกอริธึม SHA-256 ที่ต้องเปิดใช้งานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์แฮชที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม “ผู้ชนะ” ของแต่ละรอบก็จะทำการรวบรวมและบันทึกรายการธุรกรรมลงในบล็อกล่าสุด และโหนดทุกตัวบนเครือข่ายมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นผู้ชนะอย่างเท่าเทียมกัน หากดำเนินการอย่างซื่อสัตย์และบันทึกเฉพาะรายการธุรกรรมที่แท้จริง

Q: ทำไมคริปโตถึงต้องการ Proof-of-Work
A: เนื่องจากลักษณะของการทำงานเป็นแบบกระจายอำนาจแบบ Peer-to-Peer ที่ทุกโหนดจะมีส่วนร่วมบนเครือข่ายทั้งหมด ดังนั้นการจะดำเนินงานอย่างยุติธรรม โปร่งใส และเป็นประชาธิปไตยได้ก็ต้องพึ่งพาอาศัยอัลกอริธึม Proof-of-Work ที่จะทำให้การพยายามแทรกแซงเครือข่ายเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็มีอัลกอริธึมกลไกการทำงานที่เป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งแต่ละกลไกก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป

Q: Bitcoin ใช้อัลกอริธึม Proof-of-Work หรือไม่?
A: Bitcoin ใช้อัลกอริธึม Proof-of-Work ที่เรียกว่า SHA-256 เพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม ตลอดจนการออกโทเคนใหม่ของ Bitcoin เข้าสู่การหมุนเวียน

Q: Proof-of-Stake (PoS) แตกต่างจาก Proof-of-Work (PoW) อย่างไร?
A: PoS เป็นกลไกฉันทามติที่สุ่มโหนดที่จะขุดหรือจะตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อก ตามจำนวนโทเคนที่โหนดครอบครองอยู่ ยิ่งมีโทเคนในครอบครองมากเท่าไหร่ ก็จะมีโอกาสได้รับเลือกมากเท่านั้น ถึงแม้ว่า PoS จะใช้ทรัพยากรน้อยกว่าก็ตาม แต่ก็มีข้อบกพร่องอื่น ๆ อีกหลายประการ รวมไปถึงโอกาสที่จะเกิด 51% Attack ในคริปโตประเภท Altcoin ได้มากกว่า รวมไปถึงเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ผู้คนไม่นำได้นำเอาสินทรัพย์ของตนเองออกมาใช้งาน เพราะต้องทำการล็อคตลอดกระบวนการดังกล่าว

ประเภทของประกันรถยนต์

ประกันชั้น 1

เพิ่มเติม

ประกันชั้น 2+

เพิ่มเติม

ประกันชั้น 3+

เพิ่มเติม

พ.ร.บ.รถยนต์

เพื่มเติม

ทิปดีๆ เกี่ยวกับประกันรถยนต์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถยนต์

เพิ่มเติม

วิธีคำนวนเบี้ยประกันรถยนต์

เพิ่มเติม

ทำอย่างไรให้ได้เบี้ยประกันลดลง

เพิ่มเติม

ประกันที่เหมาะกับมือใหม่

เพิ่มเติม

หลังเกิดอุบัติเหตุรถชน ควรทำอย่างไร

เพิ่มเติม

เมาแล้วขับ

เพิ่มเติม

ไม่เคลม รับส่วนลดเบี้ยประกัน

เพิ่มเติม

รถมีประกันหรือเปล่า

เพิ่มเติม

ทิปดีๆ เกี่ยวกับประกันรถยนต์

บริการรถใช้ระหว่างซ่อม

เพิ่มเติม

ปัญหาสุขภาพกับการขับรถ

เพิ่มเติม

ประกันภัยรถยนต์หลายคัน

เพิ่มเติม

ประกันรถยนต์สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป

เพิ่มเติม

ประกันรถยนต์เปิดปิด

เพิ่มเติม